วัดบางพลีใหญ่กลาง ตั้งอยู่บริเวณคลองสำโรงฝั่งเหนือ ตำบลบางพลีใหญ่ ห่างจากวัดบางพลีใหญ่เล็กน้อย สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2367 ชาวบ้านเรียก ว่า วัดกลาง ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดราษฎร์ศรัทธาธรรม และครั้งสุดท้ายเปลี่ยนเป็นวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นที่ประดิษฐานสมเด็จพระศากยมุณีศรีสุเมธบพิตร พระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ยาว 53 เมตร ภายในพระนอนมีห้องปฏิบัติธรรม ภาพเขียนเรื่องราวของเทวดา นรก และมีห้องหัวใจพระซึ่งประชาชนนิยมมาปิดทองเพื่อเป็นศิริมงคล

การเดินทาง
จากแยกบางนา ใช้เส้นทางถนนบางนา-ตราดมุ่งหน้าไปทางจังหวัดชลบุรีถึงกิโลเมตรที่ 12 ให้กลับรถแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางถนนบางพลี-กิ่งแก้ว ประมาณ 3 กิโลเมตร ให้เลี้ยวซ้ายถนนทางเข้าที่ว่าการอำเภอบางพลีไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะถึงวัดบางพลีใหญ่กลาง

 
   
 

 

คู่มือปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

ครูอาจารย์ผู้ให้กรรมฐานควรปฏิบัติ ดังนี้ วันแรกให้กรรมฐานไปปฏิบัติ 8 ข้อ คือ

ส่วนกาย

1. การยืน (หมายถึง กายานุปัสสนา)

ส้นเท้า กับ ปลายเท้า ห่างกันประมาณคืบหนึ่งเป็นอย่างมาก เมื่อเดินสุดที่ได้กำหนดไว้ หรือสุดทาง หรือสุดสถานที่ ให้เอาเท้าเคียงกัน แล้วหยุดยืนภาวนาว่า “ยืนหนอ ยืนหนอ ยืนหนอ” ช้าๆ สัก 3 ครั้ง หรือ 4 ครั้ง ขณะนั้นให้สติอยู่ที่ร่างกาย แล้วกลับ ส้นเท้าอยู่กับพื้น ยกปลายเท้าข้างที่จะกลับแล้วภาวนาว่า “กลับหนอ” พร้อมกันกับหมุนเท้าไป ส่วนเท้าอีกข้างหนึ่งให้ยกขึ้น แล้วหมุนไปตาม โดยภาวนาว่า “กลับหนอๆ” เช่นเดียวกัน ให้หมุนเวียนไปอย่างนี้ จนกว่าจะได้ที่ที่ตนต้องการ แล้วยืนภาวนาว่า ยืนหนอ 3 ครั้ง หรือ 4 ครั้ง แล้วเดินจงกรม ขวาย่างหนอ ซ้ายอย่างหนอ ต่อไป
2. การเดินจงกรม (หมายถึง กายานุปัสสนา)
เวลาเดินให้ทอดสายตาไปประมาณ 4 ศอก สติจับอยู่ที่เท้า เดินช้าๆ เวลายกเท้าขวาภาวนาว่า “ขวาอย่างหนอ” ขณะที่ใจนึกว่า ขวาต้องยกเท้าขวาขึ้นทันที เท้าที่ยกกับใจนึกต้องให้พร้อมกัน ขณะว่า ย่างต้องเคลื่อนเท้าไปพร้อมกัน ขณะว่า หนอ เท้าต้องลงถึงพื้นพร้อมกัน เวลายกเท้าซ้ายก็เหมือนกัน ภาวนาว่า “ซ้ายย่างหนอ” ปฏิบัติเหมือนกันกับขวาอย่างหนอ
ให้เดินกลับไปกลับมาอย่างนี้ ประมาณ 30 นาที เป็นอย่างต่ำ 1 ชั่วโมง เป็นอย่างสูง
3. การนั่ง (หมายถึง กายานุปัสสนา)
ให้เตรียมจัดอาสนะสำหรับนั่งไว้ก่อน เวลานั่งให้ค่อยๆ ย่อตัวลง พร้อมกับภาวนาว่า “นั่งหนอๆ” ให้ภาวนาอย่างนี้เรื่อยไป จนกว่าจะนั่งเสร็จเรียบร้อย
วิธีนั่งนั้น ให้นั่ง ขัดสมาธิ คือ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งตัวให้ตรง แต่จะนั่งเก้าอี้หรือนั่งพับเพียบก็ได้นั่งเรียบร้อยแล้วให้หลับตา เอาสติมาจับอยู่ที่ท้อง พองยุบ เวลาหายใจเข้า ท้องพอง ให้ภาวนา พองหนอ ใจที่นึกกับท้องที่พองต้องให้ทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน เวลาหายใจออก ท้องยุบ ให้ภาวนาว่า ยุบหนอ ใจที่นึกกับท้องที่ยุบต้องให้ทันกัน อย่าก่อนหรือหลังกัน
ข้อสำคัญ ให้สติจับอยู่ที่อาการพองยุบเท่านั้นอย่าไปดูลมที่จมูก และตะเบ็งท้อง ให้นั่งภาวนาอย่างนี้ตลอดไป อย่างต่ำประมาณ 30 นาที อย่างสูงประมาณ 1 ชั่วโมง
4. การนอน (หมายถึง กายานุปัสสนา)
เวลานอน ให้ค่อยๆ เอนลง พร้อมกับภาวนาตามไปว่า นอนหนอๆ จนกว่าจะนอนเรียบร้อย ขณะนั้นให้สติจับอยู่กับอาการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อนอนเรียบร้อยแล้ว ให้เอาสติมาไว้ที่ท้อง พร้อมกับภาวนา พองหนอ ยุบหนอๆ ต่อไป ให้คอยสังเกตให้ดีว่า จะหลับไปตอนพองหรือตอนยุบ

ส่วนเวทนา

5. เวทนา (หมายถึง เวทนานุปัสสนา)

ในขณะที่นั่งอยู่นั้นถ้าเวทนา คือ ความเจ็บปวดเมื่อยคัน เป็นต้น เกิดขึ้นให้ปล่อยพองยุบ แล้วเอาสติไปกำหนดที่ความเจ็บ หรือปวด เมื่อย คันนั้น พร้อมกับภาวนาว่า เจ็บหนอ ๆ หรือ คันหนอๆ สุดแต่เวทนาจะเกิดขึ้น
เมื่อเวทนาหายแล้ว ให้เอาสติไปกำหนดที่ท้องว่า พองหนอ ยุบหนอ ต่อไปอีก จนกว่าจะครบกำหนด
ส่วนจิต
6. จิต (หมายถึง จิตตานุปัสสนา)
ในเวลาที่นั่งอยู่นั้น ถ้าจิต คิดถึงบ้าน ถึงทรัพย์สมบัติหรือกิจการงานต่างๆ ให้เราสติปักลงไปที่ใต้คางพร้อมกับภาวนาว่า คิดหนอๆ จนกว่าจะหยุดคิด เมื่อหยุดคิดแล้ว ให้กลับไปกำหนด พองยุบ ต่อไปอีก
ส่วนธรรม
7. ธรรมารมณ์ (หมายถึง ธัมมานุปัสสนา)
อารมณ์ดีใจ เสียใจ โกรธ เป็นต้น ก็ให้กำหนดเช่นกัน คือ ถ้าอารมณ์ดีใจเกิดขึ้นก็กำหนดว่า ดีใจหนอๆ ถ้าเสียใจให้กำหนดว่า เสียใจหนอๆ ถ้าโกรธให้กำหนดว่า โกรธหนอๆ เป็นต้น
8. เสียง (หมายถึง ธัมมานุปัสสนา)
ในเวลาที่นั่งอยู่นั้น ถ้ามีเสียงดังหนวกหู ให้ใช้สติกำหนดที่หู ภาวนาว่า ได้ยินหนอๆ จนกว่าจะหายหนวกหู เมื่อหายหนวกหูแล้ว ให้กำหนด พองยุบ ต่อไป
1. วันแรก ให้ปฏิบัติเพียงเท่านี้ วันต่อไปให้รายงานผลการปฏิบัติกับอาจารย์ผู้สอน
2. วันที่ 2 ให้อาจารย์ผู้สอนพิจารณาเพิ่มบทเรียน 1 บท คือ กำหนดต้นจิต เมื่อผู้ปฏิบัติมารายงานผลการปฏิบัติต่ออาจารย์ สำหรับอาจารย์ผู้สอนต้องสอบถามให้ละเอียด ถึงการเดิน การนั่ง เวทนา จิต และนอนแล้วถามถึงสภาวะต่อไป เสร็จแล้วพิจารณาเพิ่มบทเรียน การเพิ่มบทเรียนนี้ คือ ให้กำหนดต้นจิต ต้นจิตได้แก่ ความอยากนั้นเอง เช่น อยากลุก อยากยืน อยากเดิน อยากนั่ง อยากนอน อยากถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ เป็นต้น เวลาจะลุก ให้เอาสติกำหนดลงไปที่บริเวณหน้าอก ภาวนาว่า อยากลุกหนอๆ เวลาลุกให้ภาวนาว่า ลุกหนอๆๆ เวลาจะเดินให้ภาวนาว่า อยากเดินหนอๆๆ เวลาเดิน ให้ภาวนาว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ดังนี้
หมายเหตุ : ข้อสำคัญเราจะทำอะไรทุกอย่างให้กำหนด ต้นจิตทุกๆ ครั้ง เวลาจะรับประทานให้ภาวนาว่า อยากหนอๆ เป็นต้น
3. วันที่ 3 หรือ วันที่ 4-5 ให้อาจารย์ผู้สอนพิจารณาเพิ่มบทเรียนอีก การเพิ่มบทเรียนในวันนี้ คือ เพิ่มการกำหนดทวาร 6 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีวิธีปฏิบัติดังนี้ คือ
            1. เวลาตาเห็นรูป ให้กำหนดว่า เห็นหนอๆ ตั้งสติไว้ที่ตา
            2. เวลาได้ยินเสียง ให้กำหนดว่า ได้ยินหนอๆ ตั้งสติไว้ที่หู
            3. เวลาจมูกได้กลิ่น ให้กำหนดว่า กลิ่นหนอๆ ตั้งสติไว้ที่จมูก
            4. เวลาลิ้นได้รส ให้กำหนดว่า รสหนอๆ ตั้งสติไว้ที่ลิ้น
            5. เวลากายถูก เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ให้กำหนดว่า ถูกหนอๆ ตั้งสติไว้ตรงที่ถูก
            6. เวลาเกิดอารมณ์ที่ใจ เช่น อารมณ์พอใจ เสียใจ เป็นต้น ให้กำหนดอาการเสียใจหนอ เป็นต้น
            4. วันต่อไป ให้อาจารย์ผู้สอนพิจารณาเพิ่มบทเรียนอีก 1 บท คือ เพิ่มเดินจงกรมระยะที่ 2 ว่า “ยกหนอ เหยียบหนอ”
            5. วันต่อไป เวลากำหนดว่า ยุบหนอ นั้น ถ้ารู้สึกว่า ทิ้งจังหวะไปนานนิดหนึ่งท้องจึงพอง ให้เพิ่มนั่งหนอ ได้ ตอนว่า นั่งหนอนั้น
                รูปนั่งปรากฎในใจดุจเราส่องกระจกชั่วแวบเดียวเท่านั้น
                เมื่อต่อเข้ากับบทเรียนเดิมจะได้วิธีปฏิบัติดังนี้
                ก. เวลาเดินได้ 2 ระยะ คือ
                ระยะที่ 1 ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ
                ระยะที่ 2 ยกหนอ เหยียบหนอ
                ข. เวลานั่งได้ 3 ระยะ คือ
                ระยะที่ 1-2 พองหนอ ยุบหนอ
                ระยะที่ 3 พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ
            6. วันต่อไป ให้อาจารย์ผู้สอนพิจารณาเพิ่มบทเรียนอีก 1 บท คือ เพิ่มเดินจงกรมระยะที่ 3 ว่า ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ
                เมื่อต่อเข้ากับบทเรียนเดิม เป็น 3 ระยะ ดังนี้ คือ
                ระยะที่ 1 ขวาย่างหนอ ซ้ายอย่างหนอ เดินประมาณ 10-20 นาที
                ระยะที่ 2 ยกหนอ เหยียบหนอ เดินประมาณ 10-20 นาที
                ระยะที่ 3 ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ เดินประมาณ 10-20 นาที
            7. วันต่อไป เวลากำหนด พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ เมื่อถึงตอนที่ว่า นั่งหนอนั้น ถ้ากำหนดว่านั่งหนอแล้ว แต่ยังทิ้งระยะห่างอยู่ คือ ท้องยังไม่พองขึ้น                           ให้เพิ่มถูกหนอได้อีก แต่ถ้าผู้ใดกำหนดเพียงพองหนอ ยุบหนอ ก็ได้สมาธิอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเพิ่มบทเรียนให้แก่ผู้นั้นอีก หรือคนเฒ่าคนแก่หรือเด็กๆ
                 ก็ไม่ควรเพิ่ม เวลาเดินใช้เพียง ขวาย่าง ซ้ายย่างก็พอแล้ว ถึงเวลานั่งก็ใช้เพียง พองหนอ ยุบหนอเท่านั้น ถ้าเพิ่มบทเรียนให้มากกว่านั้น
                 จะทำให้ฟั่นเฝือและไม่ได้ผลดี
                เมื่อถูกเพิ่มหนอเข้าไปอีก จะได้วิธีปฏิบัติดังนี้ คือ พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ
                หมายเหตุ:- คำว่า ถูกหนอ ในที่นี้ หมายเอา ถูกที่ก้นย้อย คือ ก้นย้อยถูกกับพื้น แล้วเอาสติไปตรงที่ถูกนั้น
                ยุบ นั่ง ถูก ทั้ง 3 นี้ ต้องให้อยู่ในระยะเดียวกัน เมื่อว่าถูกหนอแล้วท้องจึงจะพองขึ้น
            8. วันต่อไป ให้อาจารย์ผู้สอนพิจารณาเพิ่มบทเรียนอีก คือ เพิ่มระยะที่ 4 ดังนี้
                ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ เมื่อต่อเข้ากับบทเรียนเดิม ก็ได้วิธีปฏิบัติดังนี้ คือ
                ระยะที่ 1 ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ เดินประมาณ 10 นาที
                ระยะที่ 2 ยกหนอ เยียบหนอ เดินประมาณ 10 นาที
                ระยะที่ 3 ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ เดินประมาณ 10 นาที
                ระยะที่ 4 ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ เดินประมาณ 10 นาที
            9. วันต่อไป ให้อาจารย์ผู้สอนพิจารณา เพิ่มบทเรียนอีก คือ เพิ่มระยะที่ 5 ดังนี้
                ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ เมื่อต่อเข้ากับบทเรียนเดิม จะได้วิธีปฏิบัติดังนี้ คือ
                ระยะที่ 1 ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ เดินประมาณ 10 นาที
                ระยะที่ 2 ยกหนอ เยียบหนอ เดินประมาณ 10 นาที
                ระยะที่ 3 ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ เดินประมาณ 10 นาที
                ระยะที่ 4 ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ เดินประมาณ 10 นาที
                ระยะที่ 5 ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ เดินประมาณ 10-20 นาที
                ต่อจากนั้นให้อาจารย์ผู้สอนพิจารณาเพิ่มบทเรียนอีก คือ เพิ่มระยะที่ 6 ดังนี้ คือ
                ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ กดหนอ
                เมื่อต่อเข้ากับบทเรียนเดิม จะได้วิธีปฏิบัติดังนี้ คือ
                ระยะที่ 1 ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ เดินประมาณ 10 นาที
                ระยะที่ 2 ยกหนอ เยียบหนอ เดินประมาณ 10 นาที
                ระยะที่ 3 ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ เดินประมาณ 10 นาที
                ระยะที่ 4 ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ เดินประมาณ 10 นาที
                ระยะที่ 5 ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ เดินประมาณ 10 นาที
                ระยะที่ 5 ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ กดหนอ เดินประมาณ 10 นาที
               ถ้ามีเวลามากให้เดินระยะละ 10 นาที รวมเป็น 1 ชั่วโมง ถ้ามีเวลาน้อย ให้เดินระยะละ 5 นาที รวมเป็น 30 นาที แล้วจึงนั่ง ส่วนการนั่งนั้น ให้เพิ่มถูกอีก 6                 แห่ง ดังนี้
                1. พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ (ถูกก้นย้อยข้างขวา)
                2. พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ (ถูกก้นย้อยข้างซ้าย)
                3. พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ (ถูกเข่าข้างขวา)
                4. พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ (ถูกเข่าข้างซ้าย)
                5. พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ (ถูกตาตุ่มขวา)
                6. พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ (ถูกตาตุ่มซ้าย)

เป็นอันได้ความว่า บทเรียนนี้ครบบริบูรณ์แล้ว ก็แก่กล้าพอสมควรเมื่อครบองค์คุณ 6 ประการแล้ว ครูอาจารย์ต้องเตือนผู้ปฏิบัติมิให้ประมาท ให้ปฏิบัติเคร่งครัด ระมัดระวังให้มากเพราะจวนจะได้ผลดีเต็มที่แล้ว ถ้าผู้ใดไม่ประมาท ผู้นั้นจะได้ผลดี โดยไม่นานเลย ประมาณ 2-3 วันเท่านั้น ถ้าผู้ใดประมาท ขาดการกำหนดติดต่อกันผู้นั้นได้ผลช้า อาจจะเลยไปถึง 5 วัน 15 วัน หรือ อาจจะไม่ได้ผลเลยก็เป็นได้

 

 

 

 

Copyright © 2014-2016  All Right Reserved. watbangphliyaiklang.org